

การท่องเที่ยว "ปักกิ่ง" ในวันที่ 3 เราวางแผนไป "กำแพงเมืองจีน" กัน
ได้รับคำแนะนำจากน้องไกด์ของเรา ให้ไปขึ้นรถบัส สาย 877 ซึ่งเป็นรถด่วนไม่แวะกลางทาง
เลยต้องรีบออกแต่เช้า เพราะต้องนั่งรถไฟใต้ดิน แล้วเดินไปขึ้นรถบัส
ระหว่างทางเดินไปสถานีรถบัส ก็ได้เห็นบรรยากาศหนาวๆ สวยๆ แบบนี้

แม่น้ำ ลำคลอง เป็นน้ำแข็งสวยๆ แบบนี้
ไม่ต้องบอกก็รู้นะคะ ว่าอากาศเย็นดีมากกก เดินไม่เหนื่อยเลย

จุดเด่นชัดเจนของสถานีรถบัสก็คือประตูเมืองอันนี้
เมื่อเห็นประตูเมืองนี้ก็ดีใจละ เพราะใกล้จะถึงแล้ว ผู้คน นักท่องเที่ยวมากมาย
เราต้องเช็คเวลาที่รถออกด้วย ไปถึงกี่โมง จะมีรถกลับเข้าเมืองกี่โมง ก็ต้องรักษาเวลากัน
เราต้องนั่งรถบัสกว่าจะไปถึงจุดขึ้นชมกำแพงเมืองจีน ที่ด่าน "ปาต้าหลิง" ก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

เมื่อไปถึงจุดจอดรถบัสที่กำแพงเมืองจีน ก็จะเป็นร้านค้า แวะเข้าห้องน้ำกันให้เรียบร้อย เราไม่ซื้อของอะไร เพราะต้องเดินขึ้นกำแพงเมืองจีนให้เรียบร้อยก่อน
และอีกอย่าง เราไม่ได้เป็นนักช้อป สักเท่าไหร่ เลยไม่ได้มองของที่จะซื้อ มีแต่มองของกิน 555
และ เนื้อแพะย่าง นี้ เป็นของโปรดเราเลยหละ...

เราตกลงกันว่า จะไม่ขึ้นกระเช้า หรือเคเบิ้ลอะไร แต่จะเดินขึ้นเขาไป
ซึ่งจากจุดจอดรถบัส ก็ต้องเดินขึ้นเขาไปอีก ระยะนึง น่าจะกิโลกว่าได้ เป็นทางขึ้นเขาได้
ก่อนไป ฟิตๆ ไว้หน่อยก็ดี กิกิ

ระหว่างทางไปที่ด่านจำหน่ายตั๋ว ก็เห็นแนวกำแพงเมืองจีนแล้ว

"กำแพงเมืองจีน" คือ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคกลาง ที่สร้างด้วยฝีมือมนุษย์ มีขนาดความยาวนับหมื่นกิโลเมตร จากด่านเซี่ยงไฮ้ ไปจนถึงทะเลทรายลอปนอร์
กำแพงเมืองจีนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2530 ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 11 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ดังนั้น ถ้ามีโอกาสก็ไม่ควรพลาดนะคะ


มาถึงจุดจำหน่ายตั๋ว ก็จัดการซื้อตั๋วเรียบร้อย.. ทำไมถ่ายภาพไม่ชัด
ขอบอกว่า หนาวมาก งานนี้ ไม่ได้หยิบกล้องเลย.. จับมือถืออย่างเดียวเลย.. ไมงั้นอ่า...

แล้วก็เริ่มต้นเดินชมกำแพงเมืองจีนกัน เลือกกันว่าจะไปทางซ้าย หรือทางขวาก่อนดี
มองไปทางขวา กำแพงยาวทอดขึ้นไปบนเขาสูง ไกลมากกก ตายแหงม.. ทั้งแม่ และหลานๆ
เลยเลือกไปทางซ้าย เพราะเส้นทางสั้นกว่า

กำแพงเมืองจีน ที่บอกว่า ฝั่งซ้าย หรือฝั่งขวา ก็คือ ทิศเหนือ กับทิศใต้
ทิศเหนือ มีทั้งหมด 12 ป้อมปราการ
ทิศใต้ มีทั้งหมด 7 ป้อมปราการ การเดินขึ้นก็ไม่ยากเท่าทางทิศเหนือจร้า
ต้องเลือกแบบนี้ เพราะเราไปกับแม่ และหลานๆ ตัวเล็กๆ
และเดินได้แค่ฝั่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากเวลาไม่พอ แหะ แหะ เดินไม่ไหวนั่นแหละคร่า

นักท่องเที่ยวเยอะดี เพลิดเพลินมาก
กำแพงเมืองจีนที่อยู่บนเขาสูง ลมก็ยิ่งแรง.. บรื๋ออส์... เย็นสะใจดีจัง


เดินขึ้นแนวกำแพงเมืองจีน ทางฝั่งซ้าย ก็มองย้อนกลับไปทางขวา
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะเลือกไปทางขวาคือทิศเหนือ เพราะมีแนวเขาเยอะกว่า สวยกว่ามั๊ง..
เราไม่รู้เหมือนกัน แค่ฝั่งนี้ ทางทิศใต้ ก็สวยมากหละ



ถึงจะหนาวๆ ขนาดนี้ แต่เดินขึ้นกำแพงเมืองจีน ก็ทำเหงื่อซึมได้เหมือนกัน
แต่พอหยุดพักแป๊บเดียว ก็มีลมหนาวช่วยปัดเป่าความร้อน หนาวจมูกแดงกันเลย


ร่องรอยของหิมะ ในมุมมืด ที่ไม่โดนแสงแดง.. ฟินนนน

สวยมากกก ชอบจังค่ะ ชอบที่ความตระการตาของกำแพงเมืองจีน หรือชอบที่ความหนาวเย็นสะใจ หรือทั้งสองอย่างบวกกัน
นี่จึงเป็นครั้งที่สอง ที่เราตั้งใจมาที่่นี่

ศาลาพักใจ หรือจะแค่ศาลาพักบนกำแพงเมืองจีน ก็ดูสวยงามนั่นแหละค่ะ

เดินเล่น บนกำแพงเมืองจีน จนบ่ายคล้อย ก็ได้เวลาต้องลงมา เพราะ ใกล้ได้เวลาแล้ว
และเด็กๆ หิวกันมาก
ลงมาก็เลือกร้านอาหารที่อยู่ในจุดร้านค้าของฝาก ร้านอาหาร ก่อนขึ้นรถบัสกลับในเมือง

ดูภาพจากเมนู แล้วก็เลือกชี้เอาว่าอยากทานอะไร
น้ำซุปร้อนๆ ทำให้ร่างกายอุ่น และแก้หิวได้ค่ะ

ร้านค้า ของฝากมากมาย เราไม่ได้แวะดู หรือเลือกซื้อกันเลย คงจะเหนื่อยละ

ชมความงดงาม และความอลังการของ กำแพงเมืองจีน ระหว่างนั่งรถบัสกลับ ไม่รู้เมื่อไหร่ จะได้มีโอกาสมาอีก

"กำแพงเมืองจีน" เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วงๆ ของจีนสมัยโบราณ กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัย "ราชวงศ์ฉิน" ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการบุกรุกจาก ชาวอั่น หรือ ซุยงหนู
คำว่า ซุยงหนู บางทีก็สะกดว่า ซุงหนู หรือ ซวงหนู ที่เป็นคู่อริกับอารยธรรมจีนในยุคต้นๆ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว (ราว 400 ปีก่อนคริสตกาล) เนื่องจากจะเข้ามารุกรานจีนจามแนวชายแดนทางเหนือ
ในสมัย ราชวงศ์ฉิน ได้สั่งให้สร้างกำแพงหมื่นลี้ตามชายแดน เพื่อป้องกันพวกซุยงหนู เข้ามารุกรานและพวกเติร์ก จากทางเหนือ หลังจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน
แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจาก มองโกเลีย และ แมนจูเลีย สามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ (วิกิพีเดีย)

กำแพงเมืองจีน ยังคงเรียกว่า "กำแพงหมื่นลี้" สำนักงานมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติจีน ประกาศเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ว่านักโบราณคดีได้ตรวจวัดความยาวของสิ่งก่อสร้าง
จากน้ำมือมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือ "กำแพงเมืองจีน" อย่างเป็นทางการนานร่วม 5 ปี ตั้งแต่ 2008-2012 และพบว่ายาวกว่าที่บันทึกไว้เดิมกว่า 2 เท่า หรือ 21,196.18 กิโลเมตร
จากเดิม 8,850 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑลทั่วประเทศ นับเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคกลาง ด้วย มีความเชื่อกันว่า หากมืองเมืองจีนจากอวกาศจะสามารถเห็น
กำแพงเมืองจีนได้ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่สามารถมองเห็นจากอวกาศได้ (วิกิพีเดีย)

กำแพงเมืองจีน สร้างเมื่อกว่า 2500 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนรัชสมัยของ จิ๋นซีฮ่องเต้ ปฐมจักรพรรดิพระองค์แรกในประวัติศาสตร์จีน จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ โดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดย ฮ่องเต้องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนสำเร็จในที่สุด

กลับถึงที่พัก ก็ยังไม่อยากนอน เลยหาที่ไปเดินเล่นกัน ค้นหาได้ที่ใกล้ที่พัก ก็ไปชมแสงสีกัน นั่นก็คือ "The Place"
The Place เป็นแหล่งสังสรรยามค่ำคืน ที่ทันสมัย ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจใจกลางเมืองของกรุงปักกิ่ง ไฮไลท์ของที่นี่คือจอ LED บนหลังคาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองจีน นักท่องเที่ยวสามารถส่งข้อความให้ไปปรากฏบนหน้าจอได้ นอกจากนี้ The Place ยังเป็นแหล่งรวมของร้านอาหารแบบบุฟเฟต์ ทั้งอาหารจีนและตะวันตก ร้านหนังสือ ร้านเสื้อผ้า และมีสถานบังเทิงยามค่ำคืนให้ได้ผ่อนคลายด้วย
เราเดินเล่น ชื่นชมจอ LED ขนาดยักษ์ กับอากาศหนาวๆ ได้สักพัก ก็กลับกันค่ะ

เรื่องและภาพโดย goodysite
www.goodysite.com